เมื่อพูดถึง Human Papillomavirus หรือ HPV หลายคนยังเข้าใจว่าเป็นเชื้อที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงและมะเร็งปากมดลูกเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง HPV สามารถติดได้ในทุกเพศ และผู้ชายสามารถได้รับผลกระทบจากเชื้อได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่หูดบริเวณอวัยวะเพศไปจนถึงมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศชาย และมะเร็งบริเวณคอหอยส่วนปาก เชื้อ HPV ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศและการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อ โดยผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ ทำให้สามารถมีเชื้อโดยไม่รู้ตัวได้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า HPV เป็นเชื้อที่พบได้บ่อย และการติดเชื้อส่วนใหญ่หายไปเอง แต่การติดเชื้อบางสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องสามารถนำไปสู่โรคและมะเร็งได้ (World Health Organization)
ด้วยเหตุนี้ คำถามเรื่อง วัคซีน HPV ผู้ชาย จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคำถามว่า "ผู้ชายจำเป็นต้องฉีดหรือไม่" "เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วฉีดได้ไหม" และ "อายุ 30 หรือ 40 ปียังฉีดทันหรือเปล่า" หลักการสำคัญคือวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อได้รับก่อนสัมผัสเชื้อ HPV ดังนั้นจึงนิยมฉีดตั้งแต่อายุยังน้อย แต่การเคยมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนจะหมดประโยชน์ทันที เพราะบุคคลหนึ่งอาจเคยสัมผัส HPV เพียงบางสายพันธุ์และยังไม่เคยสัมผัสสายพันธุ์อื่นที่วัคซีนครอบคลุม ตามคำแนะนำของ CDC การฉีดเป็นกิจวัตรเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี แนะนำช่วง 11–12 ปี และแนะนำการฉีดชดเชยสำหรับผู้ที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบจนถึงอายุ 26 ปี ส่วนผู้ใหญ่อายุ 27–45 ปีบางรายอาจพิจารณารับวัคซีนหลังปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เป็นรายบุคคล (CDC)

ดังนั้น การตัดสินใจฉีดวัคซีนไม่ควรพิจารณาเฉพาะอายุ แต่ควรดูประวัติการได้รับวัคซีน ความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อใหม่ สุขภาพโดยรวม และคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล บทความนี้จะอธิบายเรื่อง วัคซีน HPV ผู้ชาย ตั้งแต่เหตุผลที่ผู้ชายควรให้ความสำคัญ อายุที่เหมาะสม จำนวนเข็ม ประโยชน์หลังเคยมีเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงข้อควรรู้สำหรับผู้ชายวัยผู้ใหญ่ เพื่อช่วยให้สามารถพูดคุยกับแพทย์และตัดสินใจได้จากข้อมูลที่ถูกต้อง
HPV ในผู้ชายคืออะไร และทำไมผู้ชายจึงติดเชื้อได้
HPV เป็นกลุ่มไวรัสที่มีหลายสายพันธุ์และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดบริเวณผิวหนังและเยื่อบุ โดยเฉพาะระหว่างกิจกรรมทางเพศ ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่จึงจะมีโอกาสได้รับเชื้อ ผู้ชายสามารถติด HPV บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก และลำคอได้เช่นเดียวกับผู้หญิง การติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอาการและระบบภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมเชื้อได้เอง แต่หากเป็น HPV ชนิดความเสี่ยงสูงและเกิดการติดเชื้อเรื้อรัง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์และมะเร็งบางชนิด ขณะที่ HPV บางสายพันธุ์สัมพันธ์กับหูดบริเวณอวัยวะเพศ ด้วยเหตุนี้ การมองว่า HPV เป็นปัญหาเฉพาะของผู้หญิงจึงไม่สอดคล้องกับความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน (World Health Organization)
วัคซีน HPV ผู้ชาย ควรฉีดไหม และช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
โดยหลักแล้วผู้ชายสามารถได้รับประโยชน์จากวัคซีน HPV เพราะวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุมและลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ รวมถึงมะเร็งบางชนิดและหูดบริเวณอวัยวะเพศ ประโยชน์สูงสุดเกิดขึ้นเมื่อฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัส HPV จึงเป็นเหตุผลที่การฉีดตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง CDC แนะนำวัคซีน HPV สำหรับทั้งเพศชายและหญิงในช่วงวัยรุ่น และให้ฉีดชดเชยถึงอายุ 26 ปีในผู้ที่ยังได้รับไม่ครบ ขณะที่ WHO ระบุว่าการขยายการฉีดไปยังเด็กชายและผู้ชายเป็นกลุ่มเป้าหมายรองสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของระบบสาธารณสุขและทรัพยากรของแต่ละประเทศ (CDC)
สิ่งที่ควรเข้าใจคือวัคซีน HPV เป็นวัคซีนเพื่อ "ป้องกันการติดเชื้อใหม่" ไม่ใช่ยารักษาการติดเชื้อที่มีอยู่แล้ว หากตรวจพบ HPV หรือเคยมีหูดจาก HPV การฉีดวัคซีนไม่ได้ทำให้เชื้อเดิมหายหรือรักษารอยโรคเดิมโดยตรง อย่างไรก็ตาม การเคยสัมผัสเชื้อไม่ได้แปลว่าจะเคยได้รับ HPV ทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนป้องกัน จึงยังอาจมีประโยชน์ในบางคน การประเมินจึงควรดูอายุ ประวัติการฉีด และโอกาสสัมผัสเชื้อใหม่ร่วมกัน (CDC)
อายุเท่าไหร่เหมาะกับการฉีดวัคซีน HPV ในผู้ชายมากที่สุด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรับวัคซีนคือก่อนมีโอกาสสัมผัส HPV โดย CDC แนะนำการฉีดเป็นกิจวัตรที่อายุ 11–12 ปี และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี หากไม่ได้รับวัคซีนในช่วงดังกล่าว การฉีดชดเชยแนะนำสำหรับทุกคนจนถึงอายุ 26 ปีตามแนวทางของ CDC ส่วน WHO ให้ความสำคัญสูงสุดกับเด็กหญิงอายุ 9–14 ปีในโครงการสาธารณสุขเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก และระบุว่าสามารถขยายการฉีดไปยังเด็กชายและผู้ชายได้เมื่อมีความเหมาะสมและทรัพยากรเพียงพอ ดังนั้น เมื่อพูดถึงการฉีดรายบุคคลสำหรับผู้ชาย สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบแนวทางของประเทศ ชนิดวัคซีนที่ได้รับอนุญาต และประวัติการฉีดของตนเอง ไม่ควรใช้เกณฑ์อายุจากประเทศหนึ่งแทนคำแนะนำของสถานพยาบาลในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ (CDC)
ตารางอายุและแนวทางพิจารณาวัคซีน HPV ผู้ชาย
| ช่วงอายุ | แนวทางตามคำแนะนำ CDC | ประเด็นที่ควรรู้ |
|---|---|---|
| อายุ 9 ปี | สามารถเริ่มฉีดได้ | ฉีดก่อนสัมผัส HPV ให้ประโยชน์สูง |
| อายุ 11–12 ปี | ช่วงอายุที่แนะนำเป็นกิจวัตร | เหมาะสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ |
| อายุ 13–14 ปี | หากยังไม่ได้รับ สามารถเริ่มฉีดได้ | ผู้เริ่มก่อนอายุ 15 ปีใช้ตารางวัคซีนตามเกณฑ์อายุ |
| อายุ 15–26 ปี | แนะนำ Catch-up หากยังไม่ได้รับครบ | CDC ใช้ตาราง 3 เข็มเมื่อเริ่มชุดวัคซีนตั้งแต่อายุ 15 ปี |
| อายุ 27–45 ปี | ไม่ได้แนะนำเป็นกิจวัตรสำหรับทุกคน | บางคนอาจพิจารณาฉีดหลังพูดคุยกับแพทย์เป็นรายบุคคล |
| มากกว่า 45 ปี | วัคซีน HPV ไม่ได้รับอนุญาตสำหรับช่วงอายุนี้ตามแนวทางสหรัฐฯ | ควรปรึกษาแพทย์และยึดข้อบ่งใช้ของวัคซีนในประเทศไทย |
หมายเหตุ: ตารางนี้สรุปกรอบคำแนะนำของ CDC เพื่อการให้ความรู้ ไม่ใช่ตารางวัคซีนเฉพาะบุคคล ข้อบ่งใช้และตารางฉีดในประเทศไทยควรยึดเอกสารกำกับยาและคำแนะนำของแพทย์หรือสถานพยาบาล (CDC)

ผู้ชายอายุ 27–45 ปี ยังสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้หรือไม่
สำหรับผู้ชายที่อายุเกิน 26 ปี คำตอบไม่ได้เป็นเพียง "ควรฉีดทุกคน" หรือ "ไม่จำเป็นแล้ว" ตามแนวทาง CDC ผู้ใหญ่อายุ 27–45 ปีบางรายที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างเหมาะสมสามารถตัดสินใจรับวัคซีนร่วมกับแพทย์ผ่านกระบวนการ Shared Clinical Decision-Making โดยพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัคซีนมากน้อยเพียงใด เหตุผลที่ไม่ได้แนะนำให้ฉีดเป็นกิจวัตรสำหรับทุกคนในช่วงอายุนี้คือ ผู้ใหญ่จำนวนมากเคยสัมผัส HPV มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งชนิด ทำให้ประโยชน์เฉลี่ยของวัคซีนต่ำกว่าการฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (CDC)
อย่างไรก็ตาม การเคยมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าจะเคยได้รับ HPV ครบทุกสายพันธุ์ และการมีคู่นอนใหม่ในอนาคตเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสได้รับ HPV ใหม่ได้ CDC จึงแนะนำให้พิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคลสำหรับช่วงอายุ 27–45 ปี ในทางกลับกัน ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบคู่เดียวระยะยาวและไม่มีแนวโน้มมีคู่นอนใหม่อาจมีโอกาสได้รับเชื้อใหม่ต่ำกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลที่การปรึกษาแพทย์มีประโยชน์มากกว่าการตัดสินใจจากอายุเพียงตัวเลขเดียว (CDC)
เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วฉีดวัคซีน HPV ยังมีประโยชน์หรือไม่
วัคซีน HPV ทำงานได้ดีที่สุดก่อนสัมผัสเชื้อ แต่การเคยมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเหตุผลอัตโนมัติที่ทำให้ไม่สามารถรับวัคซีนได้ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วอาจเคยได้รับ HPV เพียงบางชนิด ขณะที่วัคซีนอาจครอบคลุมสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยสัมผัส ดังนั้นจึงอาจยังได้รับประโยชน์จากการป้องกันการติดเชื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม วัคซีนไม่สามารถกำจัด HPV ที่มีอยู่แล้วและไม่สามารถใช้รักษาหูดหรือรอยโรคจาก HPV ที่เกิดขึ้นแล้วได้ จึงไม่ควรเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนหลังตรวจพบเชื้อเป็นวิธีรักษาการติดเชื้อเดิม นอกจากนี้ CDC ระบุว่าไม่จำเป็นต้องตรวจ HPV ก่อนฉีดวัคซีนเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการรับวัคซีนตามแนวทางทั่วไป แต่ผู้ที่มีประวัติสุขภาพเฉพาะควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ (CDC)
วัคซีน HPV ต้องฉีดกี่เข็ม และจำเป็นต้องเริ่มใหม่ไหมหากฉีดไม่ครบ
จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มฉีด ภาวะภูมิคุ้มกัน และแนวทางที่ใช้อ้างอิง ตัวอย่างเช่น CDC แนะนำ 2 เข็มสำหรับผู้ที่เริ่มชุดวัคซีนก่อนวันเกิดอายุ 15 ปี โดยเข็มที่สองอยู่ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6–12 เดือน ส่วนผู้ที่เริ่มตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปตามช่วงอายุที่แนะนำ ใช้ตาราง 3 เข็มที่เดือน 0, 1–2 และ 6 สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง CDC มีคำแนะนำเฉพาะเพิ่มเติม (CDC)
อีกคำถามสำคัญคือ หากเคยฉีดไปแล้ว 1 หรือ 2 เข็มแต่เว้นไปนาน จำเป็นต้องเริ่มเข็มแรกใหม่หรือไม่ โดยทั่วไป CDC ระบุว่าหากตารางวัคซีนถูกขัดจังหวะ ไม่จำเป็นต้องเริ่มชุดวัคซีนใหม่ แต่ควรนำประวัติการฉีดเดิมไปให้แพทย์ตรวจสอบเพื่อกำหนดเข็มที่เหลือและช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ WHO มีตารางการให้วัคซีนในเชิงนโยบายสาธารณสุขที่แตกต่างบางส่วนจาก CDC ดังนั้นผู้รับวัคซีนในประเทศไทยควรปฏิบัติตามตารางของผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของสถานพยาบาลที่ให้บริการ (CDC)
ผู้ชายกลุ่มไหนควรพูดคุยกับแพทย์เรื่องวัคซีน HPV
การพิจารณาวัคซีนควรดูทั้งอายุ ประวัติการฉีดและโอกาสสัมผัส HPV ในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่แน่ใจว่าเคยได้รับครบหรือไม่ ควรนำประวัติการฉีดวัคซีนไปปรึกษาสถานพยาบาล ผู้ชายที่อาจมีคู่นอนใหม่ในอนาคตก็สามารถสอบถามแพทย์เรื่องประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับได้เช่นกัน แนวทาง CDC ระบุว่าคำแนะนำเรื่องอายุ 27–45 ปีแบบ Shared Clinical Decision-Making ใช้กับ MSM และบุคคลข้ามเพศด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะชายรักต่างเพศ ขณะที่ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีข้อพิจารณาเรื่องจำนวนเข็มแตกต่างจากบุคคลทั่วไป จึงควรได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล (CDC)

สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน HPV ผู้ชาย
- ตรวจสอบประวัติว่าเคยได้รับวัคซีน HPV มาก่อนหรือไม่ และได้รับกี่เข็ม
- แจ้งอายุ โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยาและแพ้วัคซีนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
- หากเคยฉีดไม่ครบ ไม่ควรสรุปเองว่าต้องเริ่มใหม่ ควรนำประวัติเดิมให้แพทย์ประเมิน
- การเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ได้หมายความว่าจะรับวัคซีนไม่ได้
- วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV ใหม่ แต่ไม่ได้ใช้รักษา HPV ที่มีอยู่แล้ว
- อายุ 27–45 ปีควรพิจารณาประโยชน์และความเหมาะสมร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล
- จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุเมื่อเริ่มฉีดและภาวะสุขภาพ
- ไม่ควรละเลยการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เพราะวัคซีน HPV ไม่ได้ป้องกัน HIV ซิฟิลิส หนองใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด
- ตรวจสอบชนิดวัคซีน ราคา จำนวนเข็ม และข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์กับสถานพยาบาลก่อนรับบริการ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัคซีน HPV ที่ผู้ชายควรรู้
- "HPV เป็นโรคของผู้หญิงเท่านั้น" — ไม่จริง ผู้ชายสามารถติด HPV และเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้
- "ไม่มีอาการแปลว่าไม่มี HPV" — ไม่จริง การติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ
- "มีแฟนแล้วไม่ต้องสนใจ HPV" — ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับประวัติและโอกาสสัมผัสเชื้อ ไม่ควรประเมินจากสถานะความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว
- "เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วฉีดไม่ได้" — ไม่จริง อายุและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับต่างหากที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกับแพทย์
- "ฉีดวัคซีนแล้ว HPV ที่มีอยู่จะหาย" — ไม่จริง วัคซีนไม่ได้ใช้รักษาการติดเชื้อเดิม
- "อายุเกิน 26 ปีหมดโอกาสฉีดทันที" — ไม่ถูกต้องทั้งหมด ผู้ใหญ่อายุ 27–45 ปีบางรายอาจพิจารณารับวัคซีนร่วมกับแพทย์ตามแนวทาง CDC
- "ฉีดวัคซีน HPV แล้วไม่ต้องป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์อีก" — ไม่จริง เพราะวัคซีนไม่ได้ป้องกันเชื้อก่อโรคทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด
- "ฉีดเข็มแรกแล้วเว้นนานต้องเริ่มใหม่เสมอ" — ไม่จริงตามแนวทาง CDC โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเริ่มชุดวัคซีนใหม่เพียงเพราะตารางถูกขัดจังหวะ (CDC)
วัคซีน HPV เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทางเพศ
แม้วัคซีน HPV จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคจาก HPV แต่การดูแลสุขภาพทางเพศควรประกอบด้วยมาตรการหลายด้านร่วมกัน การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด แม้ไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ทั้งหมดเนื่องจากเชื้อสามารถอยู่บริเวณผิวหนังที่ถุงยางไม่ครอบคลุม ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเหมาะสม รวมถึงปรึกษาเรื่อง PrEP หากมีข้อบ่งชี้ในการป้องกัน HIV สิ่งสำคัญคือวัคซีน HPV ไม่สามารถทดแทนการตรวจสุขภาพหรือมาตรการป้องกันอื่นทั้งหมดได้ แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน CDC จัดการฉีดวัคซีนก่อนสัมผัสเชื้อเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญสำหรับการป้องกัน HPV (CDC)
สรุป
คำถามว่า วัคซีน HPV ผู้ชาย ควรฉีดไหม มีคำตอบว่า ผู้ชายสามารถได้รับประโยชน์จากวัคซีน HPV เพราะ HPV ไม่ได้เป็นปัญหาสุขภาพเฉพาะผู้หญิง เชื้อสามารถทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศและมีความสัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิดในผู้ชายได้เช่นกัน การได้รับวัคซีนก่อนสัมผัส HPV ให้ประโยชน์สูงที่สุด จึงมีการแนะนำให้เริ่มฉีดตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น (CDC)
ตามแนวทาง CDC วัคซีนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี แนะนำเป็นกิจวัตรในช่วงอายุ 11–12 ปี และแนะนำการฉีดชดเชยสำหรับผู้ที่ยังได้รับไม่ครบจนถึงอายุ 26 ปี ส่วนผู้ใหญ่อายุ 27–45 ปีไม่ได้จำเป็นต้องฉีดเป็นกิจวัตรทุกคน แต่บางรายที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างเหมาะสมอาจมีประโยชน์จากการฉีด โดยควรพิจารณาร่วมกับแพทย์จากประวัติและโอกาสได้รับเชื้อใหม่ในอนาคต (CDC)
สำหรับผู้ชายที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าสายเกินไป เพราะการเคยสัมผัส HPV ชนิดหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเคยสัมผัสทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่าง "การป้องกัน" กับ "การรักษา" เพราะวัคซีน HPV มีหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อใหม่และไม่ได้กำจัดเชื้อที่มีอยู่แล้ว (CDC)
ในเรื่องจำนวนเข็ม ตารางการฉีดอาจแตกต่างกันตามอายุที่เริ่มรับวัคซีน ภาวะภูมิคุ้มกัน แนวทางที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ จึงไม่ควรซื้อหรือกำหนดตารางฉีดด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่เคยฉีดบางเข็มแล้ว ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ใหญ่อายุเกิน 26 ปี ควรนำประวัติไปให้แพทย์หรือสถานพยาบาลประเมินก่อน
ท้ายที่สุด การป้องกัน HPV ที่มีประสิทธิภาพเริ่มจากความเข้าใจว่าเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ การฉีดวัคซีนในช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เรื่องของเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หากไม่แน่ใจว่าอายุของตนเองยังเหมาะกับการฉีดหรือไม่ เคยฉีดครบแล้วหรือยัง หรือควรได้รับกี่เข็ม การนำประวัติการฉีดวัคซีนไปปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: CDC: HPV Vaccine Recommendations และ World Health Organization: HPV Vaccines

