โรคฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum : LGV) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis bacterium) แบคทีเรียนี้จะผ่านเข้าสู่ผิวหนังทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศสืบพันธุ์หรือทวารหนัก ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโตติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ จะรู้สึกเจ็บปวดมากและเดินลำบาก โรคนี้ส่วนใหญ่มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พวกรักร่วมเพศระหว่างชายกับชาย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย และการมีคู่นอนหลายคน

การวินิจฉัยโรคฝีมะม่วง

การวินิจฉัยโรคฝีมะม่วง แพทย์จะตรวจร่างกาย รวมทั้งซักประวัติการรักษาและการมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วย การตรวจร่างกายจะช่วยวินิจฉัยความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ดังนี้

  • ตรวจชื้นเนื้อ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนัง เพื่อตัดและนำตัวอย่างชิ้นเนื้อของฝีมะม่วงสารคัดหลั่งจากแผล หรือเนื้อเยื่อของลำไส้ตรง ออกไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย
  • ตรวจเลือด แพทย์จะเจาะเลือดผู้ป่วยไปตรวจ เพื่อวินิจฉัยชนิดของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝีมะม่วง
  • ทำซีทีสแกน แพทย์จะทำซีทีสแกนผู้ป่วย เพื่อตรวจดูระดับของภาวะต่อมน้ำเหลืองโตที่เกิดขึ้น
  • ส่องกล้องตรวจลำไส้ แพทย์จะส่องกล้อง เพื่อตรวจและวินิจฉัยความผิดปกติที่ส่งผลให้เกิดอาการป่วยที่ลำไส้
สาเหตุของ โรคฝีมะม่วง

สาเหตุของโรคฝีมะม่วง

โรคฝีมะม่วง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียทราโคมาติส ชนิด L1, L2, L3 (Chlamydia Tracho matis L1-L3) ติดต่อโดยการร่วมเพศหรือสัมผัสถูกหนองของฝีมะม่วงโดยตรง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคฝีมะม่วง คือ การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย โดยไม่สวมถุงยางอนามัยในขณะร่วมเพศทั้งทางปาก ทวารหนัก และช่องคลอด รวมไปถึงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย

ระยะฟักตัวของโรคฝีมะม่วง

โรคฝีมะม่วง มีระยะการฟักตัว ประมาณ 7-10 วัน หลังจากสัมผัสเชื้อ ส่วนการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองมักจะเกิดขึ้นประมาณ 10-30 วัน หลังจากสัมผัสเชื้อ

อาการของโรคฝีมะม่วง

อาการของโรคฝีมะม่วงแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1

  • มีตุ่มนูนเล็ก ๆ ขึ้นมา หรือเป็นแผลตื้น ๆ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด
  • มีแผลเปื่อยขึ้นมาและหายไปเองภายใน 2-3 วัน
  • อาจเกิดอาการป่วยคล้ายโรคท่อปัสสาวะอักเสบ
  • บริเวณต่อมน้ำเหลืองมีก้อนนุ่ม ๆ นูนขึ้นมา ทำให้เกิดอาการบวม

ระยะที่ 2

  • เกิดฝีมะม่วงซึ่งเป็นก้อนนุ่มสีใสขนาดใหญ่ที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 2-6 สัปดาห์หลังจากต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างเริ่มมีอาการบวมและปวด
  • อาจมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม และปวดตามข้อ
  • เกิดผื่นแดงและมีไข้ รวมทั้งมีตุ่มแข็งขนาดใหญ่ขึ้นที่ผิวหนัง
  • อาจประสบภาวะเยื่อตาอักเสบ ตับโต เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบ ปอดบวม หรือข้ออักเสบ

ระยะที่ 3

  • มักเกิดอาการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • อาจรู้สึกคันทวารหนักและมีเลือดกับมูกปนหนองออกมา ทั้งนี้ อาจรู้สึกที่ก้น ปวดเบ่งที่ลำไส้ตรงเหมือนจะถ่ายหนักตลอดเวลา มีหนองไหลออกทางรูทวาร  ท้องผูก และน้ำหนักลด
  • การอักเสบเรื้อรังของโรคอาจทำให้เกิดฝี ท่อน้ำเหลืองอุดตัน ลำไส้ตรงผิดรูป และลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงติดเชื้อ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคฝีมะม่วง

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีสวมถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนอยู่เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ (ชายรักชาย)

ภาวะแทรกซ้อนของโรคฝีมะม่วง

  • เกิดฝีคัณฑสูตร (Fistula) ซึ่งทำให้ทวารหนักเกิดรูที่เชื่อมระหว่างลำไว้ตรงกับช่องคลอด
  • องคชาตมีพังผืด หรือองคชาตมีลักษณะผิดรูป
  • เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศหรือเกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน จนนำไปสู่การมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ประสบภาวะสมองอักเสบ
  • ประสบภาวะตับโต
  • เกิดการอักเสบที่ข้อต่อ ดวงตา หัวใจ หรือตับ รวมทั้งป่วยเป็นปวดบวม
  • อวัยวะสืบพันธุ์บวมและเกิดการอักเสบเรื้อรัง
  • ลำไส้ตรงเกิดแผลและตีบเข้า ส่งผลให้ลำไส้อุดตัน
การป้องกัน โรคฝีมะม่วง

การป้องกันโรคฝีมะม่วง

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรค
  • เลี่ยงการสัมผัสผิวหนัง แผล หรือสารคัดหลั่งที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
  • สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย

การรักษาโรคฝีมะม่วง

การรักษาด้วยยา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยโรคฝีมะม่วง เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อและป้องกันเชื้อแบคทีเรียทำลายเนื้อเยื่อส่วนอื่น โดยยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคฝีมะม่วง ประกอบด้วย

  • ดอกซีไซคลิน (Doxycycline) ผู้ป่วยมักได้รับการรักษาด้วยยานี้เป็นอันดับแรก โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาดอกซีไซคลินวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 มิลลิกรัม เป็นเวลา 21 วัน
  • อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ยานี้เป็นยารักษาโรคฝีมะม่วงอีกชนิดที่แพทย์ใช้รักษาผู้ป่วย โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยใช้ยาอะซิโธรมัยซินปริมาณ 2 กรัม เป็นเวลา 20 วัน

การผ่าตัด ผู้ป่วยโรคฝีมะม่วงที่เกิดก้อนฝีหรือต่อมน้ำเหลืองบวมโต อาจต้องเจาะผิวเอาของเหลวในฝีออกมา เพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ทุเลาลง ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายที่ลำไส้ตรงตีบหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

ขอบคุณข้อมูล : Pobpad

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม