ซื้อชุดตรวจเอชไอวีมาเองแล้วต้องดูอะไรก่อนใช้ คำตอบมีสามข้อ คือฉลากเป็นภาษาไทย มีเลขที่ใบอนุญาต และยังไม่หมดอายุหรือไม่ เก็บตามวิธีที่ฉลากบอกได้หรือเปล่า และรู้หรือยังว่าผลขึ้นแล้วต้องทำอะไรต่อ สามข้อนี้ไม่ได้รับประกันว่าผลจะถูกทุกครั้ง ผลจากชุดตรวจที่บ้านเป็นการคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่คำวินิจฉัย
ถ้าเหตุที่ทำให้อยากตรวจเพิ่งเกิดไม่กี่วัน อย่าเริ่มที่ชุดตรวจ ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อประเมินเรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (เป๊ป) แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้ยานี้โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส ในรายที่มีข้อบ่งชี้ ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ แนวทางให้พิจารณาเป็นราย ๆ ไป
ซื้อชุดตรวจเอชไอวีมาเองได้ไหม กฎหมายไทยเปิดไว้แค่ไหน
ได้ ถ้าเป็นชุดตรวจที่ได้รับอนุญาต ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 กำหนดให้ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องได้รับอนุญาต แนวทางการตรวจของกรมควบคุมโรค ปี 2568 อธิบายว่าประกาศนี้เปิดให้ขายแก่บุคคลทั่วไปได้
แนวทางฉบับนี้เขียนว่า ชุดตรวจที่ได้รับใบอนุญาตแล้วขายหรือแจกจ่ายได้ทั้งในและนอกสถานพยาบาล และผู้ขายไม่ต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
อีกทางคือรับตามสิทธิ แนวทางฉบับนี้บันทึกว่า ในปี 2566 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประกาศให้ประชาชนไทยรับชุดตรวจจากหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ได้ตามความจำเป็น แต่หน้าสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรคของ สปสช. ที่เปิดอ่านเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ไม่ได้เอ่ยถึงชุดตรวจด้วยตนเอง ก่อนไปให้ถามหน่วยบริการ หรือสายด่วน สปสช. 1330 ที่หน้านั้นให้ไว้สำหรับสอบถาม คนที่ไม่มีบัตรประชาชนไทยให้ถามค่าใช้จ่ายก่อน
ก่อนจ่ายเงิน ดูอะไรบนกล่อง
ประกาศปี 2562 กำหนดว่า ฉลากของชุดตรวจด้วยตนเองที่ขายในประเทศต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย และอย่างน้อยต้องแสดงรายละเอียด 19 รายการ บางรายการถ้าแสดงบนกล่องไม่ได้ ต้องอยู่ในเอกสารกำกับ รายการที่คนซื้อดูเองได้ เช่น
- เลขที่ใบอนุญาต
- เดือนและปีที่หมดอายุ
- วิธีใช้และวิธีเก็บรักษา
- ข้อความตัวอักษรสีแดงสองข้อ คือห้ามใช้ในผู้ที่รับยาต้านไวรัสเอชไอวีแล้วเพราะอาจเกิดผลลบปลอม และใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าผลมีปฏิกิริยาต้องไปตรวจยืนยัน
- ระยะที่ชุดตรวจนั้นยังตรวจหาการติดเชื้อไม่พบ
- คิวอาร์โค้ดหรือเว็บไซต์สาธิตวิธีตรวจ และเบอร์โทรศัพท์ขอคำปรึกษา
แนวทางการจัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองของกรมควบคุมโรค ที่เผยแพร่บนเว็บเมื่อพฤศจิกายน 2565 บันทึกว่าขณะนั้นมีชุดตรวจที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. ขายทางออนไลน์อยู่หลายยี่ห้อ ผู้เขียนจึงแนะนำให้ดูฉลากทุกครั้ง ถ้าไม่พบข้อความภาษาไทยหรือเลขที่ใบอนุญาต อย่าเพิ่งใช้ และไปตรวจที่หน่วยบริการแทน
แบบเจาะเลือดกับแบบน้ำในช่องปาก เกณฑ์ขั้นต่ำไม่เท่ากัน
ประกาศปี 2562 กำหนดเกณฑ์คุณภาพของชุดตรวจแบบตรวจจากเลือดกับแบบตรวจจากน้ำในช่องปากไว้ไม่เท่ากัน ส่วนแบบอื่นต้องมีคุณภาพตามที่ อย. เห็นชอบ
| ชนิดของชุดตรวจ | ความไว (ขึ้นผลบวกเมื่อตัวอย่างมีเชื้อ) | ความจำเพาะ (ขึ้นผลลบเมื่อตัวอย่างไม่มีเชื้อ) |
|---|---|---|
| ตรวจจากเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด | ไม่ต่ำกว่า 99.50% | ไม่ต่ำกว่า 99.00% |
| ตรวจจากน้ำในช่องปาก | ไม่ต่ำกว่า 99.00% | ไม่ต่ำกว่า 98.00% |
ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ชุดตรวจต้องผ่านในการประเมินโดยห้องปฏิบัติการในไทยก่อนได้รับอนุญาต ไม่ใช่ค่าที่วัดได้จริงของแต่ละยี่ห้อ และไม่ได้มีไว้ตัดสินผลตรวจของตัวเอง

ผลที่ได้เป็นการคัดกรอง ไม่ใช่คำวินิจฉัย
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าผลจากชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าผลมีปฏิกิริยา ต้องไปยืนยันด้วยการตรวจที่สถานพยาบาลอีกครั้ง
ถ้าผลไม่มีปฏิกิริยา แนวทางแนะนำให้เชื่อมต่อเข้ารับบริการป้องกันเอชไอวี และตรวจซ้ำหากยังมีความเสี่ยงต่อเนื่อง หรือเพิ่งมีความเสี่ยงมาไม่เกิน 1 ถึง 3 เดือน และเขียนว่าผลลบไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีเชื้อ ผู้ตรวจอาจอยู่ในระยะฟักตัว คือช่วงที่การตรวจยังหาการติดเชื้อไม่พบ ควรตรวจซ้ำเมื่อครบระยะเวลา เรื่องนับวันหลังมีความเสี่ยง อ่านต่อได้ที่ ตรวจ HIV หลังเสี่ยง กี่วัน? เลือกช่วงเวลาตรวจอย่างไรให้ผลน่าเชื่อถือ
ทำตามคู่มือสำคัญแค่ไหน และมีอะไรอีกที่ทำให้ผลไม่ตรง
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่า การตรวจด้วยตนเองอาจให้ผลคลาดเคลื่อนได้ทั้งผลบวกปลอมและผลลบปลอม หากทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่ชุดตรวจระบุ และยังมีโอกาสพบผลปลอมจากปัจจัยเดียวกับชุดตรวจที่ใช้ในสถานพยาบาล เช่น การตรวจในระยะฟักตัว และการกินยาต้านไวรัส ส่วนผลที่แปลผลไม่ได้ แนวทางการจัดบริการตรวจด้วยตนเองของกรมควบคุมโรคเขียนว่าจำเป็นต้องตรวจซ้ำ
แนวทางการตรวจปี 2568 ไม่แนะนำให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะและรักษาด้วยยาต้านไวรัสอยู่ใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง เพราะมีโอกาสเกิดผลลบปลอม แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหายแล้ว
ผู้เขียนแนะนำว่าผลลบจากชุดตรวจที่บ้านไม่ใช่เหตุให้หยุดยาเอง เรื่องยาให้คุยกับแพทย์ที่ดูแล ส่วนคนที่ใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (เพร็พ) ให้ถามคลินิกก่อนใช้ชุดตรวจเอง
ทำอย่างไรให้ชุดตรวจที่ซื้อมาได้ใช้จริง
ข้อเสนอของผู้เขียน ไม่ได้มาจากแนวทาง
- วันที่ซื้อ บันทึกเดือนและปีที่หมดอายุลงในปฏิทินโทรศัพท์
- จดชื่อสถานพยาบาลที่จะไปตรวจยืนยันไว้ล่วงหน้า
ถ้าไม่แน่ใจว่าควรตรวจถี่แค่ไหนในหนึ่งปี อ่านต่อได้ที่ ตรวจเอชไอวีซ้ำบ่อยแค่ไหน วางปฏิทินตรวจทั้งปีให้ตรงรอบ

คำถามที่พบบ่อย
ชุดตรวจหมดอายุแล้วยังพอใช้ได้ไหม
แหล่งที่เปิดอ่านไม่ได้ตอบข้อนี้ตรง ๆ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 ให้ฉลากแสดงเดือนและปีที่หมดอายุ ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าเลยเดือนและปีนั้นแล้ว ให้หาชุดใหม่หรือไปตรวจที่หน่วยบริการ
ตรวจเองแล้วผลไม่มีปฏิกิริยา ต้องไปตรวจซ้ำที่คลินิกไหม
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าผลลบไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีเชื้อ และแนะนำให้ตรวจซ้ำหากยังมีความเสี่ยงต่อเนื่อง หรือเพิ่งมีความเสี่ยงมาไม่เกิน 1 ถึง 3 เดือน จะตรวจซ้ำเมื่อไร ให้เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการช่วยนับให้
ซื้อจากร้านค้าออนไลน์ได้ไหม
แนวทางการจัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองของกรมควบคุมโรค ที่เผยแพร่บนเว็บเมื่อพฤศจิกายน 2565 นับการสั่งซื้อออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่ง แต่บันทึกว่าขณะนั้นมีชุดตรวจที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. ขายทางออนไลน์อยู่หลายยี่ห้อ แม้ตัวแทนจำหน่ายจะอ้างการรับรองจากต่างประเทศ สิ่งที่ดูเองได้คือฉลากภาษาไทยและเลขที่ใบอนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562
ผลมีปฏิกิริยา แปลว่ามีเชื้อเอชไอวีแล้วใช่ไหม
ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าผลจากชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ผลมีปฏิกิริยาต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลอีกครั้ง
เพิ่งเสี่ยงมาไม่กี่วัน ใช้ชุดตรวจเลยได้ไหม
อย่าเริ่มที่ชุดตรวจ ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อประเมินเรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (เป๊ป) ซึ่งแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสในรายที่มีข้อบ่งชี้ ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ ส่วนผลลบ แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีเชื้อ
สรุป
ซื้อชุดตรวจเอชไอวีมาเองทำได้ ถ้าเป็นชุดตรวจที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 สิ่งที่ดูเองได้ก่อนใช้คือฉลากภาษาไทย เลขที่ใบอนุญาต เดือนและปีที่หมดอายุ และวิธีเก็บ แนวทางการตรวจของกรมควบคุมโรค ปี 2568 เขียนว่าผลที่ได้เป็นการคัดกรองเบื้องต้น ผลมีปฏิกิริยาต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาล ผลลบไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีเชื้อ และไม่แนะนำให้ผู้ที่รักษาด้วยยาต้านไวรัสอยู่ใช้ชุดตรวจนี้
ถ้าเพิ่งมีเหตุเสี่ยง ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้เป๊ปอย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสในรายที่มีข้อบ่งชี้ ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ อ่านต่อได้ที่ ตรวจ HIV เมื่อไหร่ดี และควรเลือกการตรวจแบบไหน? ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ของกรมควบคุมโรค ปี 2568
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการจัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง ประเทศไทย กรมควบคุมโรค เรื่องชุดตรวจที่ขึ้นทะเบียน
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชุดตรวจที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง พ.ศ. 2562 เรื่องฉลากและเกณฑ์คุณภาพ
- สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค คู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. เรื่องสายด่วน 1330
